บทที่ 2 บทที่ 1 คราม คเณศร์ (50%)
บทที่ 1คราม คเณศร์
“ได้เรื่องหรือยัง” คำถามห้วนสั้นกับน้ำเสียงดุดันกึ่งตะคอกทำให้ใบหน้าที่ก้มต่ำจนคางแทบชิดอกของรวิศต่ำลงจบแทบจะจมลงไปในอก ใบหน้าเรียบนิ่งดุดันขึ้นอีก ดวงตาคมเข้มวาวโรจน์ด้วยไฟแค้นที่ยากจะดับลง
คนร้ายทั้งหมดที่ยังมีลมหายใจแต่รวยรินต่างปิดปากสนิท ไม่ยอมสารภาพว่าใครคือคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะสอบเค้นหาความจริงจนพวกมันแทบหมดลมหายใจอย่างไร ก็ไม่มีใครปริปาก
“สั่งคนของเรา สืบให้ได้ว่าใครที่มันบังอาจกล้าลองดีกับฉัน!”
“คะ ครับนายหัว”
รวิศล่าถอยออกไปแล้วพร้อมอาการสั่นเกร็งจากความหวาดกลัวในอารมณ์ที่รุนแรงของเจ้านาย คราม คเณศร์ที่ใครๆ ภายนอกมองเห็นคือนักธุรกิจหนุ่มหล่อมาดอบอุ่นกับรอยยิ้มอ่อนหวาน ชายหนุ่มในฝันของสาวๆ ครึ่งประเทศกับตำแหน่งหนึ่งใน 5 นักธุรกิจหนุ่มทรงเสน่ห์ที่สุดแห่งปี แม้จะแต่งงานแล้วแต่ก็ไม่เคยหลุดโพลจากรางวัลนี้เลย ทว่าภายใต้หน้ากากเหล่านั้นเขาคืออสูรร้ายในคราบเทพบุตร หรือเจ้าชายอสูรที่คนในวงการสีเทาต่างรู้กันดี ในจังหวะที่รวิศกำลังเดินออกมาก็สวนทางกับธเนศที่ได้รับคำสั่งให้ไปส่งเด็กสาวผู้โชคร้ายโดนลากเข้ามาเอี่ยวด้วยความบังเอิญที่บ้าน คนเป็นเพื่อนจึงได้เอ่ยทักทายตามประสา
“เป็นไงบ้างว่ะ”
ธเนศมองใบหน้าของเพื่อนนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจแรงแล้วเอ่ยตอบ “แย่ เธอดูอาการแย่มาก ตัวสั่น มีอาการสะดุ้ง หวาดวิตกอยู่ตลอดเวลา”
คำตอบของเพื่อนทำให้คนทำงานด้านมืดมานานเริ่มกังวลไปด้วย
“ใครจะไม่วิตกเจอเหตุการณ์ยิงถล่มในบริษัทที่ได้รับรางวัลคุณภาพชีวิตดีที่สุดในประเทศแบบนี้”
ธเนศพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะขอตัวเข้าไปรายงานทุกอย่างกับเจ้านายทันที
เพล้ง!
ทันทีที่ขาของเลขาหนุ่มก้าวเข้าไปในห้อง แก้วทรงสูงก็ล่อยละลิ่วเฉียดใบหน้าของเขาไปไม่กี่เซนติเมตร
“บัดซบเอ้ย อย่าให้ฉันรู้นะว่ามันเป็นใคร!” เพราะถ้าเขารู้มันจะไม่ได้ตายดี!
“ขออนุญาตครับนายหัว”
อารมณ์ที่กำลังโหมไหม้ทำให้ชายหนุ่มหลงลืมเรื่องอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันไปเสียสนิท เรื่องของผู้หญิงที่บังเอิญติดร่างแหเข้ามาในเหตุการณ์เมื่อสองชั่วโมงก่อน
“มีอะไร!”
“เอ่อ คุณผู้หญิงถึงบ้านเรียบร้อยแล้วครับ แต่เธอยังมีอาการวิตกและดูจะตกใจมากพอสมควร”
รายงานลูกน้องทำให้อารมณ์ความโกรธที่กำลังลุกไหม้คลายลงเล็กน้อย คเณศร์ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ ระงับความรู้สึกของตนเองก่อนจะตวัดสายตาไปมองคนสนิทที่ยืนห่างออกไปแม้เขาจะโหดแต่ก็ไม่ได้เหี้ยมจนไม่สนใจชีวิตบริสุทธิ์ของเด็กสาวที่ดันซวยเข้ามาพัวพันกับคนอย่างเขา
“ส่งคนของเราไปดูแลด้วย เด็กนั้นอาจซวยไปด้วย”
เช้าวันที่สองหลังนอนพักทำใจปรับกายให้ปกติที่บ้านตามคำสั่งของชายหนุ่มที่ส่ง ปาริมาก็กลับมาทำงานตามปกติ หญิงสาวเดินตรงไปยังล็อกเกอร์ของพนักงานทำความสะอาดในบริษัทเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าตามปกติ ทว่าว่าวันนี้มันมีความไม่ปกติในความปกติ เมื่อเธอได้ยินเหล่าบรรดาเพื่อนร่วมงานอายุมากน้อยกำลังพูดคุยถึง ‘เจ้านาย’ ที่เกือบพาเธอไปตายไม่ขาดปาก
“นี่ๆ ฉันได้ยินว่าคุณคเณศร์สั่งให้ช่างมาปรับปรุงห้องบริษัทอีกแล้ว คนอะไรหล่อแล้วยังใจดีอีก”
“ชายในฝันของผู้หญิงครึ่งประเทศฉันล่ะอิจฉาคุณเพชรลดาที่สุดเลย”
“โอ้ย ได้ยินมาว่าเมื่อสองวันก่อนที่มีคนแจ้งความว่าได้ยินเสียงปืนอะไรนั่นน่ะมันคือการซ้อมรักษาความปลอดภัยของทีมบอดี้การ์ด”
ประโยคหลังทำให้ปาริมาถึงกับชะงัก ซ้อมรักษาความปลอดภัยของทีมบอดี้การ์ดเนี่ยนะ เลือดท่วมคนนอนตายเกลื่อนขนาดนั้นเขายังสามารถจัดการอะไรได้ง่ายๆ เลยเหรอ แสดงว่าฉากหน้าที่บอกว่าใจซื่อมือสะอาดแท้จริงแล้วเขาก็ไม่ต่างจากพวกมาเฟียที่เธอเคยได้ยินข่าว
หญิงสาวกำลังจมกับความคิดของตนเองและถกเถียงกับคำถามในหัวจนเผลอใจลอยยืนเหม่อไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครอีกคนที่ดังใกล้เข้ามา กระทั่งลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดช่วงศีรษะกับกลิ่นน้ำหอมในแบบผู้ชายลอยมาเตะจมูก ร่างแบบบางสะดุ้งหันขวับกลับไปมองคนข้างหลังทันที
“ว้าย” ความรีบร้อนทำให้ใบหน้าชนเข้ากับแผงอกกว้างของใครอีกคนเข้าเต็มเปา
อัก!
และเธอคงได้ลงไปนอนคุยกับพื้นแล้วหากไม่ได้รับการช่วยเหลือด้วยสองมือแข็งแรงของเขา… เจ้าของกลิ่นหอมแบบผู้ชายที่ยังติดตรึงในใจของเธอ… คเณศร์
“ตกใจอะไร” เขาถามเสียงราบเรียบ หากแต่แววตายามทอดมองติดดุกร้าวจนเคยชินทำให้คนถูกถามตัวสั่น อึกอักไม่กล้าตอบขึ้น
“อะ เอ่อ”
ท่าทีเหมือนหนูกลัวแมวที่แสดงออกชัดเจนทำให้คนมาใหม่ที่ตั้งใจจะคุยกับ‘ผู้ช่วยชีวิต’ ต้องพ่นลมหายใจ
“ฉันน่ากลัวขนาดนั้นหรือไง”
น่ากลัวมาก… ตอบในใจเพราะไม่กล้าพอจะเอ่ยความจริง
“อะ เอ่อ ปะ เปล่าค่ะ”
“เปล่าแล้วทำไมต้องทำเหมือนฉันเป็นผี!”
ความจริงแล้วน่ากลัวกว่าผี…ตอบในใจอีกรอบแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยความจริงอีกเช่นเคย
“อะ เอ่อ ขอโทษค่ะ”
เมื่อรู้ตัวว่าหากทำอะไรผิดใจเพียงนิดเดียว ‘เจ้านาย’ อาจไล่ออกรวมไปถึงสั่งฆ่าได้ คนกลัวตายจึงได้ค่อยๆ ขยับกายบางออกจากอ้อมแขนแข็งแรงอย่างละม่อม กลืนน้ำลายลงคอพร้อมก้มหน้ามือประสานกันเตรียมรับคำสั่ง
“คะ คุณคเณศร์มีอะไรจะใช้หนู เอ่อ ดิฉันเหรอคะ” น้ำเสียงยามเอ่ยถามสั่นจนคนฟังชักหงุดหงิด เขาน่ากลัวนักหรือ… หล่อนถึงได้ทำตัวราวกับว่าเจอปีศาจร้ายหมายเอาชีวิตเสียขนาดนี้ แม้จะมีบ้างในบางเวลาที่เขาค่อนข้างเหมือนแต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดกลายเป็นปีศาจจริงๆ เสียหน่อย
“ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย ตามมา” เขาออกคำสั่งเสียงเรียบเป็นการบังคับกลายๆ ทำให้คนกลัวตายที่กลัวจนแทบฉี่ราดได้แต่พยักหน้ารับคำอึกอักในลำคอแล้วค่อยๆ ก้าวตามแผ่นหลังกว้างไปแบบกล้าๆ กลัวๆ ใบหน้าหวานละมุนไม่กล้าเงยมองแผ่นหลังตรงหน้าตรงๆ ด้วยซ้ำเกรงว่าหากเขาหันกลับมาแล้วหล่อนจะได้เห็นสายตาดุดันติดแข็งกร้าวคู่นั้นอีก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ค่อนข้างแข็งกระด้างจนเธอยังเข็ดขยาดไม่กล้ามองสบ
คเณศร์พาปาริมาเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเขาเพราะเป็นสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ไม่มีพวกหน้าต่างมีหูประตูมีช่องที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เขาเดินตรงไปนั่งยังเก้าอี้ทำงานแล้วผายมือให้เธอนั่งที่เก้าอี้ของแขกฝั่งตรงข้าม ปาริมาเดินมานั่งตามการเชื้อเชิญอย่างเร่งรีบ อยากพูดคุยกับเขาแล้วออกไปจากที่นี่โดยเร็ว เกิดกลัวขึ้นมาฉับพลันว่าอาจถูกเขาเรียกมาฆ่าปิดปาก แต่ก็ภาวนาให้เขาไม่กล้าเนื่องจากเธอมีคนรู้จักมากพอสมควร
“เอาล่ะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบเหมือนเกริ่นนำก่อนจะเริ่มพูดบางสิ่ง “เธอทำงานที่นี่นานแค่ไหนแล้ว”
“สะ สองเดือนแล้วค่ะ”
“แล้วทำไมถึงมาทำงานที่นี่ ในตำแหน่งนี้” ที่ถามเพราะเขาอ่านประวัติของเธออย่างละเอียดมาแล้ว
นางสาวปาริมา กาญจนธาดา อายุ23 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจึงทำให้เขาแปลกใจว่าเหตุใดหล่อนจึงเลือกมาทำงานเป็นแม่บ้านที่ได้เงินเดือนไม่ถึงหมื่นแบบนี้ แถมยังเป็นงานหนัก แม้เขาจะให้ค่าจ้างกับลูกจ้างในบริษัทสูงกว่าที่อื่นพอสมควร เพิ่มค่าโน้นค่านี้ให้เป็นรางวัลเสมอแต่เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้วก็ยังไม่ถึงหมื่นห้าด้วยซ้ำมันจึงไม่สมเหตุสมผลกับคนที่เรียนจบสูงและมีความสามารถขนาดนี้
“อะ เอ่อ หนู เอ่อ ดิฉันเป็นคนไม่เลือกงานค่ะ” ปาริมาลำบากใจที่จะตอบความจริงว่าเมื่อก่อนเธอทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยตำแหน่งเลขาแต่ก็ถูกเจ้านายบ้ากามลวนลามอยู่เสมอเพราะหน้าตาที่สะสวยและโดดเด่น เธอฝืนอดทนได้เพียงไม่นาน ‘ปราชญ์’ พี่ชายแท้ๆ เพียงคนเดียวที่ทราบเรื่องก็ไปอาละวาดจนเธอต้องลาออก หลังจากนั้นเธอก็ไม่กล้าสมัครงานในตำแหน่งสูงๆ อีกเลย กระทั่งได้อ่านประกาศรับสมัครแม่บ้านของที่นี่จึงได้เดินทางมาสมัครทันทีเพราะรู้ดีว่าคงไม่มีผู้ชายคนไหนสนใจแม่บ้านในบริษัทของตนเองหรอก
“แล้วมันพอกินเหรอ” คเณศร์ยังคงซักถามด้วยสงสัยว่าผู้หญิงอายุประมาณปาริมากำลังเป็นวัยรักสวยรักงาม เงินเดือนไม่ถึงหมื่นห้าอาจไม่พอใช้จ่ายในการซื้อของสุรุ่ยสุร่ายได้มากนัก อีกทั้งเขายังแปลกใจที่หล่อนเรียนจบจากคณะบริหารมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งแต่เลือกมาทำงานในตำแหน่งแม่บ้านที่ใช้เพียงวุฒิปอหกก็เข้าทำงานได้
“อะ เอ่อ พอค่ะ”
หลังจากได้รับคำตอบสีหน้าเรียบนิ่งเป็นนิจก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก เขามองคนก้มหน้าประสานมือบนตักนานชั่วครู่ ในหัวกำลังมองสำรวจเรือนร่างและเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายอย่างพิจารณา
สวย… ใบหน้าหวานละมุนสะสวยมากทีเดียว รูปร่างก็อรชร ไม่ผอมเกินไปไม่อ้วนเกินไป ทรวดทรงส่วนพึงมีก็ดูไม่ใหญ่มากมายแต่ก็ไม่เล็กแบน นับว่าหญิงสาวเป็นผู้หญิงที่สวยมากทีเดียว หรือว่าเพราะสิ่งนี้ทำให้หล่อนเลือกทำงานในส่วนที่ไม่ต้องพบเจอเหล่าชายหนุ่มมากหน้าหลายตาที่อาจมาวอแวได้
“อยากทำงานอื่นไหม?” เขาหมายถึงทำงานในตำแหน่งอื่นของบริษัทเช่นงานที่หล่อนจบมาโดยตรง งานเลขาหรืองานที่ได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาให้เต็มที่
“ไม่ค่ะ”
“แล้วอยากได้อะไรไหม?”
คำถามของเขามากมายจนเธอชักไม่อยากตอบแล้ว ปาริมาเงยหน้ามองใบหน้าเรียบนิ่งติดดุดันแล้วส่ายหน้า เขาต้องการอะไร ถามคำถามมากมายเพื่ออะไรกันแน่ ทว่าคำถามของหล่อนก็เกิดขึ้นเพียงในใจ เมื่อเพียงสบสานสายตาดุกร้าวก็ต้องเสหลบในทันที
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวเลยนะคะ”
มาแล้ววววว เริ่มอัพแล้วนะคะ
ฝากยัยปริมกับคุณครามด้วยนะคะ
